VIENTIANE & VANG VIENG

วังเวียง-เวียงจันทน์ ยินดีที่ได้รู้จักกัน
ถึงแม้ว่าฉันจะสุ่มสี่สุ่มห้ามาหาเธอ…


การวางแผนทริปวังเวียง-เวียงจันทน์ของเราครั้งนี้ เกิดขึ้นล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์ก่อนการเดินทาง หลังจากเพิ่งรู้ว่า มีวันหยุดยาวติดกันสามวัน โดยมีเพื่อนร่วมงานใจดีให้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับที่นี่ ในขณะที่เราเองไม่มีข้อมูลใดๆ ในหัวเลย

ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิด ทำให้ต้องตัดตัวเลือกการเดินทางด้วยเครื่องบินออกไป รถทัวร์แบบเฟิร์สคลาสคือทางเลือกที่เราคิดว่าดี และเหมาะสมที่สุดในทริปนี้

nerdiva_Laos 01-03.jpg

สรุปการเดินทางคร่าวๆ ที่วางแผนไว้

รถทัวร์จากกรุงเทพไปหนองคายควรจองตั๋วล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว เพราะคนใช้บริการกันเยอะพอสมควร ส่วนการเดินทางอื่นๆ สามารถซื้อตั๋วได้ที่จุดจำหน่ายตั๋วเลย ไม่ต้องจองล่วงหน้า แต่ต้องเช็คเวลาดีๆ
nerdiva_Laos 26-04โดยปกติแล้ว เรามักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรือเคร่งครัดกับโปรแกรมทัวร์เท่าไหร่ เพราะอารมณ์มักพาไปมากกว่าโปรแกรม ทุกอย่างที่วางไว้จึงผิดแผนเสมอ แต่เพื่อให้คุ้มค่าแก่เวลาเพียงน้อยนิดที่เรามี ครั้งนี้คือข้อยกเว้น เคล็ดลับส่วนตัวของเราก็คือ การจัดโปรแกรมให้แน่นไว้ก่อน กรุ๊ปรวมสถานที่ที่อยู่ใกล้กันไว้ด้วยกัน พอถึงเวลาไปจริงๆ ที่ไหนไม่อยากไป หรือเวลาไม่พอ ก็ค่อยตัดรายการนั้นทิ้งไป ดีกว่าไม่เตรียมอะไรไว้เลย

สำหรับทริปนี้ เราพัก 2 ที่ คือที่วังเวียง 1 คืน เวียงจันทร์ 1 คืน เลือกจองที่ราคาไม่แพงมาก และมีอาหารเช้าให้ในตัว


13 กุมภาพันธ์ 2014

เราเริ่มต้นออกเดินทางกันในคืนวันที่ 13 ซึ่งรถจะออกจากกรุงเทพตอน 2 ทุ่มครึ่ง รถทัวร์โดยสารที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพไปหนองคายดีงามสมคำร่ำลือ เบาะกว้าง สามารถปรับเอน ยืดขาได้เต็มที่ ที่สำคัญนวดได้ด้วย คู่ควรแก่การนั่งตรากตรำร่วม 9 ชั่วโมง ระหว่างทาง มีแวะพักให้ทานข้าว 1 ครั้งที่นครสวรรค์ ตอนเวลาเกือบตีหนึ่ง!!! แต่อย่าคิดว่าจะกินไม่ลงนะ…


14 กุมภาพันธ์ 2014

ตีห้ากว่าๆ เราเดินทางมาถึงท่ารถหนองคาย มีผู้โดยสารมานั่งรอรถกันจำนวนหนึ่งแล้ว อากาศตอนนี้ 16 องศา และมีลมแรงพัดมาเป็นระยะๆ เราแบกกระเป๋าเดินขึ้นไปที่ชั้น 2 มีห้องอาบน้ำไว้บริการ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นแต่ก็ต้องอาบ เพราะว่าเมื่อคืนแบกเป้จากที่ทำงานมาก็ขึ้นรถเลย หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ได้เวลาท่องตลาดเช้า หาอะไรรองท้อง “ไข่กระทะ” คืออาหารที่เราสถาปณาขึ้นมาเองให้เป็นอาหารเช้าประจำจังหวัดหนองคาย

nerdiva_Laos 06.jpg

เดินเล่นเพลินๆได้ไม่นาน ก็ถึงเวลาเตรียมตัวขึ้นรถมุ่งหน้าสู่วังเวียง เราซื้อตั๋วกันที่จุดจำหน่ายตัวบริเวณสถานีขนส่งรถจะออกจากอุดร และมาแวะรับเราที่หนองคาย ระยะทางจากหนองคายสู่วังเวียงไม่ไกลมาก แต่ทางยังเป็นดินลูกรังอยู่บางส่วน ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางร่วม 4 ชั่วโมง รวมถึงยังต้องจอดแวะทำเรื่องที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาอีกเกือบครึ่งชั่วโมง

nerdiva_Laos 07nerdiva_Laos 08ทริปนี้เป็นทริปที่เราใช้เวลาในการเดินทางยาวนานมาก คือเกือบ 1 ใน 3 ของทริป นั่นแปลว่า นอกจากจุดหมายปลายทางสวยๆ ที่เราคาดหวังแล้ว ระหว่างการเดินทางเราก็ไม่ลืมที่จะเก็บเกี่ยวความสวยงาม และเรื่องราวรอบๆตัวไปให้ครบด้วย เพราะมันช่วยให้การเดินทางของเรากลมกล่อมมากยิ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ

หลังจากหลับไปหลายตื่นเราก็เดินทางมาถึงวังเวียงในที่สุด อากาศที่วังเวียงถึงแม้จะยังหนาวอยู่ แต่แดดยามบ่ายของที่นี่ก็ทำให้เราลืมไปเลยว่าพยากรณ์อากาศที่เช็คเมื่อเช้าคือ 11 องศา!!! เดินไปเดินมาอยู่ครึ่งชั่วโมง ก็ยังหาโรงแรมที่จองไว้ไม่เจอเสียที พวกเราจึงสรุปกันเองได้ว่า หลง!!!

บังเอิญเดินผ่านร้านขายอาหารตามสั่งท้องถิ่น จึงแวะถามทางพ่อค้า แกคงเห็นท่าว่าถึงจะอธิบายทางไป เราก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี ขนาดมีแผนที่ในมือยังหลง เลยอาสาขับมอเตอร์ไซต์ไปส่งที่โรงแรมให้เสียเลย ระหว่างทางแกก็พยายามชวนคุย โดยบอกว่า มาที่นี่ไม่ต้องกลัวหลง คนลาวใจดี เราพี่น้องกันทั้งนั้น แล้วแกก็ยิงคำถามมาแบบไม่ทันตั้งตัวว่า น้องเสื้อสีอะไร!!! เราอึ้งไปนิดหน่อย ไม่เข้าใจความหมายที่แกถาม แกก็เลยอธิบายเพิ่มว่า น้องเสื้อสีแดง หรือเสื้อสีเหลือง เราเข้าใจทันที ก็เลยหัวเราะแล้วไม่ได้ตอบอะไร แกก็เลยพูดทำนองบ่นๆว่า เห็นข่าวจากทีวีไทย คนไทยแปลก ทำไมทะเลาะกัน เป็นพี่น้องกันแท้ๆ…

หลังจากเก็บสัมภาระที่โรงแรมเรียบร้อย เราก็ออกท่องเที่ยวตามแผนการทันที แดดยามบ่ายตอนหลงทางดูดพลังไปมากพอสมควร เรากางตารางการท่องเที่ยวออกมา แล้วเห็นตรงกันว่าควรตัดกิจกรรมบางส่วนออกไป หนึ่งในนั้นคือ วัดต่างๆ นานา ที่คงต้องยกยอดไปไว้ในวันพรุ่งนี้แทน

ยามค่ำคืนของวังเวียง ต่างกับตอนกลางวันลิบลับ ร้านค้าที่เคยหลับใหลไปเมื่อตอนกลางวัน ตอนนี้ส่งเสียงเพลงดังสนั่นหวั่นไหว บรรยากาศไม่ต่างจากถนนข้าวสารที่เราคุ้นเคย นักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติต่างมารวมตัวกันเพื่อสังสรรค์อย่างสนุกสนาน เราทานข้าวเย็น และเดินเล่นสัมผัสบรรยากาศสักพัก ก็เห็นว่าควรกลับโรงแรมไปนอนพักเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้ดีกว่า


15 กุมภาพันธ์ 2014

เป้าหมายวันนี้ของเราคือ สะพานสีส้ม และถ้ำจัง รวมถึงวัดต่างๆ ที่อยู่ระหว่างทาง จากโรงแรมที่เราพักไปสะพานสีส้มมีระยะทางไกลพอสมควร แต่อากาศยามเช้าดีมากจนทำให้เราตัดสินใจว่าจะเดินเท้าไปที่นั่น ระหว่างทาง หากมองขึ้นไปบนท้องฟ้า จะเห็นบอลลูนค่อยๆ ทยอยลอยขึ้นมาตั้งแต่เช้า สำหรับคนที่อยากขึ้นบอลลูน ต้องซื้อแพ็คเกจล่วงหน้า เพราะช่วงเทศกาลจะเต็มเร็วมาก โดยสามารถจองผ่านทางโรงแรมที่ตัวเองพักได้เลย ทางโรงแรมจะดำเนินการเช็คคิวและจองให้ ข้อจำกัดที่ทำให้การนั่งบอลลูนแลดูยากเย็นขึ้นไปอีกหนึ่งระดับก็คือสภาพอากาศในแต่ละวันนั่นเอง
nerdiva_Laos 12.jpg

เราใช้เวลาเดินร่วม 1 ชั่วโมง จากโรงแรมที่พัก มาถึงสะพานสีส้ม สายน้ำบริเวณนี้เป็นสีเขียวมรกต นิ่งและเงียบสงบ ทำให้ตอนถ่ายรูป สามารถมองเห็นเงาของสะพาน และภูเขาที่สะท้อนลงไปในสายน้ำได้อย่างชัดเจน

nerdiva_Laos 13.jpg
เป้าหมายต่อไปของเราก็คือถ้ำจัง ซึ่งจากแผนที่ เราต้องข้ามสะพานสีส้ม แล้วเดินต่อไปอีก จึงจะถึงปากถ้ำ แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัด ประกอบกับต้องเก็บแรงไว้เดินกลับโรงแรมด้วย เราจึงตัดสินใจไม่ไปต่อ โดยที่มารู้ที่หลังว่า ระยะทางจากสะพานสีส้ม ไปยังปากถ้ำนั้นใกล้แค่เพียง 200 เมตรเท่านั้น

เดินกลับจากสะพานสีส้มมาเพื่อทานข้าวกลางวัน ก่อนที่จะต้องเตรียมตัวเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางไปเวียงจันทน์ต่อ บ่ายโมงตรง รถตู้ VIP วังเวียง-เวียงจันทน์ ที่เราจองไว้ มารับเราที่โรงแรมก่อน แล้วจึงวนไปรับผู้โดยสารคนอื่นๆ จนเต็มรถ รถตู้ที่ใช้ เป็นรถตู้ขนาดกลาง 11 ที่นั่ง สภาพค่อนข้างเก่าจนคิดว่าไปรถทัวร์อาจจะสบายและปลอดภัยกว่า ที่สำคัญราคาถูกกว่าด้วย รอบนี้ เพื่อนร่วมทางของเราเป็นฝรั่งทั้งคันรถ ทั้งหมดไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เพิ่งมาทำความรู้จักกันบนรถ และนั่งคุยโหวกเหวกกันตลอดทาง จนเรานอนไม่ได้

4 ชั่วโมงกับการเดินทางบนรถตู้ที่หลับไม่ลง ในที่สุดเราก็มาถึงเวียงจันทน์เป็นที่เรียบร้อย จากจุดจอดรถตู้ เราใช้เวลาเดินเท้าไม่ถึง 10 นาที ก็ถึงโรงแรมที่จองไว้ จัดการเก็บสัมภาระ อาบน้ำอาบท่า แล้วออกไปเดินสำรวจรอบๆ โรงแรม ตามโรงแรม หรือเกสต์เฮ้าส์ต่างๆ มักจะมีจักรยานให้เช่าแบบรายวัน การปั่นจักรยานจึงเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวพอสมควร

เดินมาเรื่อยๆ เลียบแม่น้ำโขงจะพบตลาดมืด ซึ่งไม่ได้ขายสินค้าผิดกฏหมายแต่อย่างใด ตลาดมืดของที่นี่ คงเปรียบได้กับ Night Market ของบ้านเรา มีสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ ของที่ระลึก หรือแม้แต่สินค้าอิเล็คโทรนิคส์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีลานว่างๆ ที่ใช้เป็นลานออกกำลังกายสุดฮิตอย่างเต้นแอโรบิคด้วย

nerdiva_Laos 16.jpg
พระอาทิตย์ค่อยๆ ตกดิน จนเกือบมืดสนิท แสงไฟจากนีออนค่อยๆ ส่องสว่างขึ้นมาแทน เราส่งท้ายวันนี้ที่เวียงจันทน์ด้วยการดินเนอร์สุดโรแมนติคที่ริมแม่น้ำโขง มีฉากหลังเป็นท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ตกดิน ด้วยเมนูลาบ-ส้มตำ-น้ำตก

16 กุมภาพันธ์ 2014

วันสุดท้ายของทริปนี้ เราตื่นแต่เช้าไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมฝั่งโขง และเช่าจักรยานจากเกสต์เฮ้าส์ข้างๆ โรงแรมที่เราพัก (จักรยานของโรงแรมตัวเองถูกคนเช่าไปหมดแล้ว) เพื่อจะได้ประหยัดเวลาในการเดินทางมากขึ้น จุดหมายปลายทางวันนี้ คืออนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ทำเนียบประธานประเทศ และประตูชัย รวมถึงเก็บตกสถานที่ต่างๆ ที่เป็นทางผ่านทั้งหมด

nerdiva_Laos 18.jpgภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่เป็นฉากหลังของอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ขนาดความสูง 15 เมตร ทำให้ดูน่าเกรงขามอยากบอกไม่ถูก พระหัตถ์ขวาที่ผายออกมาด้านหน้า สื่อความหมายว่า พระองค์ได้ให้อภัยแด่ “ผู้รุกราน” และผู้ที่เคยกระทำต่อพระองค์แล้ว ไม่ต้องเดาใช่ไหม ว่าอนุสาวรีย์หันหน้าไปด้านไหน…

nerdiva_Laos 17
หอคำ หรือทำเนียบท่านประธานประเทศ อยู่ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ เป็นอาคารสีขาวขนาดใหญ่ที่จำลองแบบมาจากพระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส มายามพระอาทิตย์ขึ้นก็ดูโรแมนติคไปอีกแบบเหมือนกัน

หอพระแก้ว เดิมเคยเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว โดยมีพระแก้วมรกตเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง แต่หลังจากนครเวียงจันทน์ถูกไทยตีแตกในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พระแก้วมรกตจึงได้รับการอัญเชิญลงมาประทับที่กรุงเทพ เหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐานไว้เท่านั้น ปัจจุบัน หอพระแก้วถูกเปลี่ยนสถานะเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่วัดอีกต่อไป แต่เราก็ยังเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงเดินทางมาสักการะ สำหรับที่นี่เราเก็บภาพมาได้เพียงบรรยากาศภายนอกเท่านั้นเพราะด้านในห้ามถ่ายรูป

nerdiva_Laos 22

เราใช้เวลาแทบจะเสี้ยววินาทีสุดท้ายของทริป ในการเดินทางมาที่นี่ ที่ๆ คนส่วนใหญ่ต้องมาเป็นอันดับแรกๆ ของการมาเยือนประเทศลาว “ประตูชัย” ถูกสร้างขึ้นเพื่อประกาศชัยชนะ และแสดงถึงอิสรภาพของประเทศลาว โดยสร้างเลียนแบบ L’Arc De Triomphe ของประเทศฝรั่งเศส สามารถขึ้นบันไดไปด้านบนเพื่อชมวิวได้ แต่โปรแกรมนี้ถูกเราตัดออกไปอีกเช่นเคย เพราะเวลาที่มีจำกัดเหลือเกิน

เรากลับมาที่โรงแรม หิ้วสัมภาระไปขึ้นรถทัวร์เพื่อข้ามกลับมาที่จังหวัดหนองคาย แวะซื้อของฝากที่ตลาดท่าเสด็จ และชมวิวพระอาทิตย์ตกน้ำที่แม่น้ำโขงอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ แตกต่างจากวันที่ผ่านมาตรงที่เป็นการชมจากฝั่งบ้านเกิดของเราเอง…


อย่าลืมตามไปกด Like เพจ Nerdiva กันด้วยน๊าาา https://www.facebook.com/nerdivaclub/

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s