MACAO

สารภาพแต่โดยดี ว่าทริปมาเก๊าครั้งนี้ของเรา เกิดขึ้นเพราะความหน้ามืดจากโปร 0 บาทของสายการบินโลว์คอสต์แห่งหนึ่งแท้ๆ (ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้ 0 บาทตามชื่อโปรหรอก รวมภาษีแล้วเบ็ดเสร็จก็ร่วม 2,400 บาทต่อคน แต่ก็ยังถือว่าถูกอยู่ดี) 

มาเก๊าเป็นประเทศน่ารักๆที่เปิดรับคนไทยอย่างอ้าซ่า ในแบบที่ไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศเฉกเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวัน (อันนี้เพิ่งยกเลิกวีซ่าสำหรับคนไทยสดๆร้อนๆ) แต่ยังไง๊ยังไงประเทศนี้ก็ยังได้รับความสนใจสำหรับคนไทยค่อนข้างน้อยอยู่ดี เพราะภาพลักษณ์ของมาเก๊าเอง ที่คนไทยส่วนใหญ่มองว่าเป็นประเทศที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ เพราะมีแค่คาสิโนนั่นเอง

จะว่าไปแล้ว คาสิโนก็เป็นหนึ่งในเหตุผล ที่ทำให้เราตัดสินใจไปมาเก๊าในครั้งนี้เหมือนกัน ลองคิดดูว่า จะมีสักกี่ประเทศกัน ที่เราสามารถเล่นการพนันได้แบบถูกกฏหมาย แถมยังได้รับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี แจกน้ำดื่มฟรี มีที่พักให้ ว่ากันว่าบางที่มีข้าวกล่องให้ด้วย!!!

Nerdiva_Macau 25.jpg

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เหตุผลรอง เพราะสำหรับเรา มาเก๊ามีความน่าสนใจทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเองดูสักครั้งหนึ่งในชีวิต (นี่ไปเที่ยวหรือหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์)

Nerdiva_Macau 24.jpg

หลักๆของการเขียนเรื่องมาเก๊าในครั้งนี้ ไม่ใช่บันทึกการเดินทาง ที่บอกรายละเอียดยิบย่อย เพราะมาเก๊าเป็นประเทศที่เล็กมาก แถมการเดินทางก็สะดวกสบาย ง่ายในแบบที่ให้อากงอาม่าไปเที่ยวกันเองก็ยังไม่หลง แต่เป็นรีวิวที่อยากให้เห็นอีกด้านหนึ่งของมาเก๊า ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สัมผัสกัน แต่เอาเป็นว่า เพื่อไม่ให้ดูใจร้ายจนเกินไป ใครที่อยากได้รายละเอียดเพิ่มเติม แนะนำให้เข้าเว็บนี้ รับรองว่าครบและจบในเว็บเดียว มีทั้งแผนที่และโบรชัวร์แจกฟรี ส่งไปรษณีย์ให้ถึงหน้าบ้านด้วยนะ >>> Macao Government Tourism Office

มาลองดูกันว่า เหตุผลอะไร ที่ทำให้เราต้องหลงรักมาเก๊าแบบหัวปักหัวปรำ และเราเอง ก็อยากให้คุณรักประเทศเล็กๆ แห่งนี้ เหมือนกับที่เรารักด้วยเช่นกัน



1. คนมาเก๊าใจดี และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวแบบสุดๆ 

เราเดินทางมาถึงสนามบินแห่งชาติมาเก๊าราวๆ 5 ทุ่มเศษของที่นี่ อากาศเย็นสบายราว 16 องศา สนามบินคนน้อย ไม่พลุกพล่าน แบกเป้กันคนละใบออกมารอรถโดยสารประจำทาง เพื่อเดินทางเข้าที่พัก ที่จองล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว รถโดยสารประจำทางทยอยเข้ามาจอดรับส่งผู้โดยสารคันแล้วคันเล่า แต่ก็ยังไม่มีวี่แววสายที่ผ่านที่พักของเรา จนครึ่งชั่วโมงผ่านไป ใกล้เที่ยงคืนเต็มที  มีชายหนุ่มท่าทางใจดีคนหนึ่งเดินออกมารอรถโดยสารที่ป้ายเดียวกับเรา เราตัดสินใจเดินไปสอบถามทันที ได้ความว่า รถเมล์สายที่เรารอ หมดไปตั้งแต่ 4 ทุ่มแล้ว เรามีทางเลือกสองทาง คือนั่งแท็กซี่ หรือนั่งรถเมล์สายอื่น แล้วไปลงจุดที่ใกล้ที่สุด แล้วเดินต่อไปเอง แน่นอน ว่าคนที่ยอมแหกตาตื่นมาจองตั๋วโปรราคาถูกตอนตีสามอย่างเรา ไม่มีทางใช้บริการแท็กซี่อย่างแน่นอน เราสอบถามสายรถเมล์ พร้อมกล่าวขอบคุณชายหนุ่มมาเก๊าคนนั้น แต่เค้ายื่นข้อเสนอมาว่า จะพาไปส่งเอง พร้อมยื่นนามบัตรมาให้ พวกเรามีท่าทีเกรงใจ แต่เค้ายืนยันว่า เค้าต้องผ่านทางนั้นอยู่แล้ว

ระหว่างอยู่บนรถเมล์ พวกเรามีโอกาสได้แลกเฟซบุ๊ค และแนะนำตัวอย่างเป็นทางการกันอีกครั้งหนึ่ง Spenchi ทำงานอยู่สายการบินแอร์มาเก๊า ไปเที่ยวไทยบ่อยมาก และรู้จักคนไทยเยอะพอสมควร ้เราใช้เวลาในการเดินทางราวๆ ครึ่งชั่วโมง Spenchi ก็ส่งสัญญาณว่าถึงที่หมายแล้วให้ทุกคนลงจากรถ

ที่พักของเรา อยู่ไม่ไกลจากเซนาโด้ สแควร์ ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งชั้นนำมากนัก แต่ต้องเดินซ่อกแซ่ก เข้าไปในแหล่งชุมชนเก่าระยะหนึ่ง ซึ่งทางค่อนข้างมืด และไม่มีคน นี่เป็นเหตุผลที่ Spenchi ไม่อยากปล่อยให้เรามากันเอง เพราะถ้าหลงไป คงลำบาก เพราะไม่มีใครให้ถามทางแน่นอน (เค้ามาบอกเรื่องนี้ทีหลัง ตอนที่เราถึงที่พักแล้ว)

Spenchi  เหมือนจะรู้ใจ ยื่นข้อเสนอว่าจะพาเราไปหาบะหมี่อุ่นๆ รองท้อง หลังจากไปส่งเราที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็ใจง่าย ตอบตกลงโดยไม่ได้นัดหมาย นี่ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว เดินมาก็ไกล แถมอากาศก็หนาวเย็นลงเรื่อยๆ ใครจะไปปฏิเสธข้อเสนอดีๆ แบบนี้ได้ลง

Nerdiva_Macau 02.jpg

เราเดินเท้า ผ่านตึกแถวเก่าๆไปไม่กี่บล็อคถนน ก็ไปถึงร้านบะหมี่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ มีลักษณะเป็นตึกแถวเก่าๆ และเห็นภาพบาดตาบาดใจว่า คุณป้าเจ้าของร้าน กำลังรูดประตูเหล็กลงช้าๆ Spenchi รีบวิ่งเข้าไปห้ามปราม พร้อมเจรจาบางอย่างเป็นภาษาจีนซึ่งเราไม่เข้าใจ แต่คุณป้าส่งยิ้มหวานมาให้เรา พร้อมกับรูดประตูเหล็กกลับขึ้นไปอีกครั้ง

เราได้ทานบะหมี่อุ่นๆ สมใจอยากกันหมดเกลี้ยง ไม่ใช่เพราะหิว แต่เพราะบะหมี่ร้านนี้อร่อยจริงๆ น้ำซุปเข้มข้นก้นหม้อช่างหวานกลมกล่อม บวกกับเส้นบะหมี่นุ่มเหนียว ที่ทุกคนต้องยกนิ้วให้ พวกเราติดใจจนต้องกลับมากินกันอีกครั้ง เป็นมื้อส่งท้ายของทริปนี้กันเลยทีเดียว

ความใจดียังไม่หมดลงแค่นี้ เพราะ Spenchi บอกว่า เค้าจะเป็นคนเลี้ยงมื้อนี้กับพวกเราเอง พวกเราปฏิเสธกันเป็นพัลวัน แต่ Spenchi ยืนกรานจะเลี้ยงท่าเดียว ลงเอยด้วยพวกเราบังคับให้เค้าสัญญาว่า ถ้าเค้ามาเมืองไทยเมื่อไหร่ ต้องบอกพวกเรา และยอมให้พวกเราเลี้ยงคืน เค้าตอบตกลงพร้อมหัวเราะ

เวลาผ่านไปเกือบตีสอง พวกเราขอบคุณพร้อมร่ำลา Spenchi เพราะคิดว่า คงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว จนกว่าเค้าจะไปเที่ยวเมืองไทย ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

เราบอกคุณแล้ว ว่ามาเก๊าต้องมีอะไรดีๆ มากกว่าแค่คาสิโนแน่ๆ นี่แค่วันแรกนะ


2. ช็อปปิ้งแบรนด์สินค้าชั้นนำราคาถูก ภายใต้บรรยากาศสไตล์โปรตุเกสในมาเก๊า

หลังจากบะหมี่อุ่นๆ เมื่อคืนตอนเกือบตีสอง เรากลับมาที่พักพร้อมร่างพังๆ แล้วก็หลับเป็นตาย เช้านี้ เรามีภารกิจต้องสู้กันแต่เช้า เจ็ดโมงเช้าเราเริ่มต้นออกเดินทางจากที่พัก โดยการเดินซ่อกแซ่กผ่านชุมชนเก่า ที่เราเดินผ่านกันมาเมื่อคืน เพื่อทะลุมายังเซนาโด้ สแควร์ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที สู่ร้านร้านอาหารจีนขึ้นชื่อ เพื่อทานอาหารเช้ากัน 

Nerdiva_Macau 23.jpg

หลังจากทานอาหารเช้า ก็ถึงเวลาเดินย่อยที่ เซนาโด้ สแคว์ ที่จัตุรัสแห่งนี้ ประกอบด้วยสินค้าแบรนด์ชั้นนำ ที่เราคุ้นเคยมากมาย เช่น Bossini, Giordano รวมถึง Sport wear ชั้นนำ ตระกูล Nike, Adidas, NuBalance ก็มีให้ช็อปกันอย่างจุใจ และส่วนใหญ่เป็นรุ่น หรือแบบที่ไม่ค่อยเคยเห็นในบ้านเรา สนนราคาก็ถือว่าถูก หากเปรียบเทียบกับที่เมืองไทย เราเดินเข้าร้านนู้น ออกร้านนี้กันเป็นว่าเล่น มารู้สึกตัวอีกที ก็ได้เจอกับซากด้านหน้าของผนังโบสถ์สุดยิ่งใหญ่อยู่ตรงหน้าแล้ว

Nerdiva_Macau 08.jpg

ซากโบสถ์เซ็นต์ปอลนั้น เดิมเป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ และเป็นโรงเรียนสอนศาสนาที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1700 แต่ถูกไฟไหม้ลง เหลือเพีงแค่ประตู และโครงสร้างของผนังด้านหน้า ในปี ค.ศ. 1835 ส่วนซากที่เหลือจากเพลิงไม้นั้น ได้ถูกจัดเก็บอย่างดี แล้วทำเป็นพิพิธภัณฑ์อยู่ด้านหลังของซากประตูแห่งนี้นี่เอง


3.ชมเมืองจำลองสุดชิคฟรีๆ แบบ 24 ชั่วโมง

หลังจากใช้เวลาค่อนวันไปกับการช็อปปิ้ง ที่เซนาโด้สแควร์ เป้าหมายต่อไปของเราคือการชมพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำเพิร์ล ที่ Entertainment Complex สุดชิคอย่าง Fisherman’s Wharf ที่นี่ประกอบด้วยเมืองจำลองสถานที่สำคัญต่างๆของโลก เช่น โคลอสเซี่ยม และปราสาทราชวงศ์ถังที่งดงาม และสมจริงทุกรายละเอียด ที่สำคัญ ที่นี่เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น (ยกเว้นบางโซน ที่เป็นสวนสนุก หรือมีการแสดง)

Nerdiva_Macau 04

Nerdiva_Macau 05

โคลอสเซียมจำลอง ใหญ่แค่ไหนถามใจเธอดู

Nerdiva_Macau 12นอกจากชมเมืองจำลองสวยๆ กันแล้ว ภายในยังมีแหล่งช็อปปิ้ง ร้านอาหาร เครื่องดื่ม คาสิโน และโรงแรมครบครัน เรียกได้ว่าเข้ามาแล้วไม่ต้องออกไปไหนเลย ใครที่เบื่อเต็มทนกับเวเนเชี่ยน บอกเลยว่านี่คือคู่แข่งที่สำคัญ และน่ากลัวมาก


4. เข้าคาสิโนแบบไม่ต้องหลบซ่อน (แต่ไม่รับประกันว่าจะออกมาพร้อมเงินฟ่อนใหญ่นะ)

ชมพระอาทิตย์ตกดินริมแม่น้ำกันอย่างจุใจแล้ว Night Life ของเรา คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจากการชมแสงสีเสียงยามค่ำคืนกันในคาสิโน ซึ่งถึงแม้จะเป็นไฮไลท์ของที่นี่ แต่ต้องออกตัวก่อนเลยว่า มันไม่ใช่ที่สำหรับเราจริงๆ ดังนั้น เราจึงใช้เวลากับที่นี่น้อยมาก และเลือกที่จะไปที่เดียว คือเวเนเชี่ยน เหตุผลคือ นอกจากจะมีคาสิโนแล้ว อย่างน้อยที่นี่ก็มีเมืองเวนิซจำลอง และแหล่งช็อปปิ้งให้เราดูเป็นการปลอบใจ หลังจากเสียหายจากคาสิโนไปหลายสิบบาท

ในส่วนของคาสิโน ทำได้ค่อนข้างโอ่โถง บรรยากาศเหมือนกับการเดินเข้าไปในโรงแรมหรูๆ ระดับ 5 ดาวของบ้านเรา ภายในประกอบด้วย โต๊ะพนัน และตู้จำพวกสล็อตแมชชีนจำนวนมาก (ห้ามถ่ายรูป) มีทั้งเค้าเตอร์ และตู้สำหรับแลกชิปเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักพนัน ที่คุ้มค่ากับเราที่สุด คงเป็นน้ำเปล่าบรรจุขวดพลาสติคอย่างดีที่บริการให้เราแบบฟรีๆ แค่นั้นจริงๆ เราเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่ไม่นาน ก็กลับที่พัก เปิดเฟซบุ๊คขึ้นมา พบว่า Spenchi ส่งข้อความมาหาตั้งแต่ตอนกลางวัน ชวนเราไปจิบไวน์ชมเมืองมาเก๊ายามค่ำคืน น่าเสียดาย ที่เราเห็นข้อความนี้ดึกเกินไป ได้แต่ขอโทษขอโพยกันไป


5. ทะเลมาเก๊า ทรายไม่ขาว แต่น้ำใส และหินสวย

เราเริ่มต้นเช้าวันใหม่กันอย่างคึกคักเป็นพิเศษ เพราะเป้าหมายแรกวันนี้ของเราคือ การไปฝากท้องมื้อเช้าไว้กับร้านทาร์ตไข่ชื่อดังของมาเก๊านั่นเอง (แล้วไหงไปโผล่ทะเล?)

เชื่อว่านักท่องเที่ยวหลายๆคน (รวมทั้งเราเอง) ไม่รู้เลยว่าที่มาเก๊ามีทะเล เพราะเรามักถูกกับดักรีวิวหยุดไว้แค่ร้านทาร์ตไข่ชื่อดังแสนอร่อยเป้าหมายแรกของเราอย่าง LORD STOW’S BAKERY ความโชคดี (บนความโชคร้าย) ของพวกเราคือ การนั่งเม้าท์มอยกันบนรถ จนเลยหมู่บ้านโคโลอาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านทาร์ตไข่ชื่อดังไปโดยไม่รู้ตัว รถแล่นผ่านเมืองเล็กๆ ไปเรื่อยๆ สู่ทางที่ลาดชันขึ้น สองข้างทางเริ่มเป็นภูเขา ไกลออกไปจากแหล่งชุมชน เราเริ่มเอะใจ และถามคนบนรถ จึงรู้ว่าเลยจุดหมายปลายทางมาเสียแล้ว ไม่เป็นไร ทำใจดีสู้เสือ เพราะรู้กันดีอยู่แล้วว่าที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ อย่างโชคร้ายก็แค่นั่งวนลูปกลับไปสู่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง

Nerdiva_Macau 17.jpg

นั่งผ่านทางคดเคี้ยวไปเรื่อยๆ จากสองข้างทางที่เป็นต้นไม้ทึบ เริ่มโปร่งขึ้น เผยให้เห็นน้ำทะเลและท้องฟ้าใสๆ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล พวกเราส่งซิกซ์ว่าจะลงกันที่นี่

Nerdiva_Macau 16.jpg

ครั้งแรกที่เหยียบหาดทรายของที่นี่ รู้สึกแปลกใจเล็กๆ กับสีของเม็ดทราย ที่ดูยังไงก็ด๊ำดำ เรามารู้กันภายหลังว่า ชื่อหาดทราย HAC SA BEACH แห่งนี้ มันแปลว่าอ่าวทรายสีดำ แล้วที่ดำเนี่ย ก็ไม่ได้สกปรกหรืออะไรนะจ๊ะ ดำเพราะแร่ธาตุที่ฝังอยู่ใต้ทะเล แล้วพัดมาเกยฝั่งจนเกิดเป็นชายหาดที่มีทรายสีดำนั่นไง

Nerdiva_Macau 18.jpg

ศาลาสีแดงที่ยื่นเข้าไปในทะเลให้ชมวิว

Nerdiva_Macau 19.jpg

เดินเลียบทะเลมาเรื่อยๆ มีโขดหินสวยๆ และไกลสุดลูกหูลูกตา ราว 2-3 กิโลเมตรเห็นจะได้


6. ชมหมู่บ้านเล็กๆ ที่ยังไม่ถูกอิทธิพลของคาสิโนครอบงำ ที่  COLOANE VILLAGE

หลังจากหลงออกนอกลู่นอกทางไปไหนต่อไหน ในที่สุดเราก็ได้กลับมาสู่เส้นทางที่เราคุ้นเคยอีกครั้ง หมู่บ้าน COLOANE ที่ตั้งของร้านทาร์ตไข่ที่เราใฝ่ฝัน แน่นอนว่าอร่อยสมคำร่ำลือจริงๆ มันไม่เหมือนทาร์ตไข่ KFC ที่หลอกลวงให้เราหลงเชื่อมาทั้งชีวิต

หลังจากอิ่มหนำสำราญจากทาร์ตไข่เป็นที่เรียบร้อย (ขอบอกว่าซอฟต์เค้กของที่นี่ก็แซ่บไม่แพ้กัน) เราก็ออกเดินทางต่อทันที จะบอกว่าที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะจริงๆ แล้ว หมู่บ้านเล็กๆ แสนสงบแห่งนี้ เป็นชุมชนเก่า ที่ชาวมาเก๊าดั้งเดิมอยู่อาศัยกันมาเป็นเวลาช้านาน ที่นี่ไม่มีแลนด์มาร์ค หรือแหล่งท่องเที่ยวอะไรที่สำคัญ
Nerdiva_Macau 20.jpg

ที่นี่เป็นที่เดียวในมาเก๊า ที่ยังไม่ถูกอิทธิพลของคาสิโนเข้ามาครอบงำ เพราะรัฐบาลค่อนข้างเข้มงวดกับการออกโฉนดที่ดินให้กับย่านนี้ ดังนั้นทุกบ้านจึงอยู่กันอย่างเงียบสงบ นับเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในอุดมคติ แบบที่เราชอบเห็นในละคร หรือซีรีส์เกาหลีจริงๆ

Nerdiva_Macau 21.jpg

โบสถ์ SAINT FRANCIS XAVIER โบสถ์เล็กๆ ริมน้ำที่แฝงตัวอย่างกลมกลืนอยู่ภายในหมู่บ้าน

Nerdiva_Macau 22

ร้านขายผักผลไม้เล็กๆ ในหมู่บ้าน ดูไปดูมา ทำไมหน้าตาเหมือนของไทย เพราะบางส่วนก็รับมาจากไทยนี่แล่ะ แต่ขายราคาสูงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน


เราจบทริปนี้ ด้วยการแวะไปลา Spenchi ที่สนามบิน Spenchi ยังไม่วายเลี้ยงขนมพวกเราที่เลาจ์ของสายการบิน แถมยังช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องการเช็คอิน และรอส่งพวกเราเข้าประตูจนวินาทีสุดท้าย ไม่ใช่แค่ Spenchi ที่ดีกับเรา ตลอดทริปยังมีคนท้องถิ่นอีกจำนวนมาก ที่คอยช่วยเหลือเรา ทั้งกลุ่มน้องๆวัยรุ่น ที่มาช่วยเป็นล่ามแปลภาษาให้ ตอนสั่งอาหาร เพราะแม่ค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย และหนุ่มพนักงานออฟฟิศ ที่บริจาคเหรียญให้เรา เพราะเห็นเราเงอะๆงะๆ มีเหรียญไม่พอจ่ายค่ารถเมล์ ซึ่งต้องหยอดในกล่อง แบบไม่มีเงินทอน สิ่งเหล่านี้ มีค่ามากกว่ากำไรที่ได้จากการเล่นการพนันในคาสิโนเสียอีก


อย่าลืมตามไปกด Like เพจ Nerdiva กันด้วยน๊าาา https://www.facebook.com/nerdivaclub/


Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s